จำนวนผู้เข้าชม

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประวัติแม่น้ำเจ้าพระยา


แม่น้ำเจ้าพระยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำ
Chaophrayansawan03.jpg
ต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดนครสวรรค์
ประเทศประเทศไทย
จังหวัดนครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ
แม่น้ำสาขา
 - ซ้ายแม่น้ำป่าสัก
 - ขวาแม่น้ำสะแกกรัง
เมืองเมืองนครสวรรค์, พระนครศรีอยุธยา, กรุงเทพ, เมืองสมุทรปราการ
ต้นกำเนิดไหลรวมจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน
 - ตำแหน่งปากน้ำโพ, อำเภอเมืองนครสวรรค์, จังหวัดนครสวรรค์
ปากแม่น้ำปากน้ำ
 - ตำแหน่งอ่าวไทย, อำเภอเมืองสมุทรปราการ, จังหวัดสมุทรปราการ
 - ระดับ
ความยาว372 km (231 mi)
พื้นที่ลุ่มน้ำ160,400 ตร.กม. (61,931 ตร.ไมล์)
การไหลfor นครสวรรค์
 - เฉลี่ย718 m3/s (25,356 cu ft/s)
 - สูงสุด5,960 m3/s (210,475 cu ft/s)
แผนที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
แผนที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำสายหลักสายหนึ่งของประเทศไทย เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำสายหลัก 2 สายจากภาคเหนือ คือแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นไหลลงไปทางทิศใต้ ผ่านจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ก่อนออกสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างเขตตำบลท้ายบ้าน ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ และตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

[แก้] ข้อมูลทางภูมิศาสตร์

จุดเริ่มของแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยการรวมของแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีพื้นที่ 20,125 ตารางกิโลเมตร (ไม่รวมลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก และท่าจีน)[1] และมีความยาวถึง 372 กิโลเมตร โดยแยกออกเป็นแม่น้ำท่าจีนที่จังหวัดชัยนาท
แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำเก่าในยุคไพลสโตซีน เป็นหนึ่งแควหลักของแม่น้ำซุนดาเหนือ ร่วมสมัยกับแม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำพุมดวง-ตาปี ต่อมาในต้นยุคโฮโลซีน น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากการละลายของน้ำแข็ง ทำให้ขอบเขตแม่น้ำเจ้าพระยาหายไป เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเกือบทั้งหมดจมอยู่ใต้อ่าวไทยโบราณ จากนั้นจึงเริ่มการทับถมของดินตะกอนใหม่อีกครั้งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน

[แก้] การขุดลัดแม่น้ำ

แผนที่การขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสามครั้งในสมัยอยุธยา เส้นสีน้ำเงินคือแนวแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม เส้นสีเขียวคือแนวคลองลัด
การขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณกรุงเทพมหานคร ทั้ง 3 ครั้งในสมัยอยุธยา ซึ่งประกอบด้วย
  1. คลองลัดบางกอก พ.ศ. 2065[2] รัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช
  2. คลองลัดบางกรวย พ.ศ. 2081 รัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
  3. คลองลัดนนทบุรี พ.ศ. 2139 รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
ล่าสุดมีการขุดลอกคลองลัดโพธิ์ บริเวณตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง เพื่อช่วยในการระบายน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า

[แก้] ลำน้ำสาขา

ด้วยความที่แม่น้ำเจ้าพระยามีความสำคัญเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคกลาง ทั้งในด้านการเดินทางและวิถีชีวิต นอกจากจะมีการสร้างสะพานและท่าน้ำจำนวนมากแล้ว ยังมีลำน้ำสาขา คลองธรรมชาติ และคลองขุด ซึ่งเชื่อมโยงแม่น้ำเจ้าพระยากับพื้นที่ภายใน ให้สามารถติดต่อถึงกันได้ โดยลำน้ำสาขาและคลองมีจำนวนมาก แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

[แก้] ต้นน้ำ

ต้นน้ำซึ่งได้ไหลมาลงยังแม่น้ำเจ้าพระยาประกอบด้วย

[แก้] ลำน้ำสาขาฝั่งซ้าย

ลำน้ำสาขาทั้งคลองธรรมชาติและคลองขุดในฝั่งซ้ายหรือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย

[แก้] จังหวัดนนทบุรี

[แก้] กรุงเทพมหานคร

[แก้] จังหวัดสมุทรปราการ

[แก้] ลำน้ำสาขาฝั่งขวา

ลำน้ำสาขาทั้งคลองธรรมชาติและคลองขุดในฝั่งขวาหรือฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย

[แก้] จังหวัดนนทบุรี

[แก้] กรุงเทพมหานคร

[แก้] จังหวัดสมุทรปราการ

[แก้] ท่าน้ำ

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคมอีกเส้นทางสำหรับคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงทำให้มีการสร้างท่าน้ำจำนวนมากเพื่อรองรับการขนส่งทางน้ำ โดยท่าน้ำในการเดินเรือโดยสารในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีดังนี้
  • ปากเกร็ด
  • วัดกลางเกร็ด
  • กระทรวงพาณิชย์
  • สะพานพระนั่งเกล้า
  • พิบูลสงคราม 4
  • นนทบุรี (พิบูลสงคราม 3)
  • บางศรีเมือง
  • พิบูลสงคราม 2
  • สะพานพระราม 5
  • วัดเขียน
  • วัดตึก
  • วัดเขมา
  • วัดค้างคาว
  • พิบูลสงคราม 1
  • พระราม 7
  • วัดสร้อยทอง
  • บางโพ
  • เกียกกาย
  • วัดฉัตรแก้ว
  • เขียวไข่กา
  • กรมชลประทาน
  • พายัพ
  • วัดเทพนารี
  • สะพานกรุงธน
  • วาสุกรี
  • วัดคฤหบดี
  • เทเวศร์
  • สะพานพระราม 8 (บางขุนพรหม)
  • พระอาทิตย์ (บางลำพู)
  • พระปิ่นเกล้า
  • รถไฟ
  • พรานนก (ศิริราช)
  • วังหลัง
  • พระจันทร์
  • มหาราช
  • ท่าช้าง
  • วัดระฆัง
  • ราชวรดิฐ
  • ท่าเตียน
  • วัดอรุณ
  • ราชินี
  • ปากคลองตลาด
  • วัดกัลยาณมิตร
  • ซางตาครูซ
  • สะพานพุทธ
  • ราชวงศ์
  • ท่าดินแดง
  • กรมเจ้าท่า
  • สี่พระยา
  • คลองสาน
  • วัดม่วงแค
  • วัดสุวรรณ
  • โอเรียนเต็ล
  • วัดสวนพลู
  • ดูเม็กซ์
  • สาทร
  • ตากสิน
  • วัดเศวตฉัตร
  • วัดวรจรรยาวาส
  • วัดราชสิงขร
  • ถนนตก
  • บิ๊กซีราษฎร์บูรณะ
  • ราษฎร์บูรณะ
  • สาธุประดิษฐ์
  • คลองลัดหลวง
  • วัดบางกระเจ้านอก
  • เพชรหึงษ์
  • วัดคลองเตยนอก
  • วัดบางน้ำผึ้งนอก
  • บางนา (วัดบางนานอก)
  • ท่าตาเลื่อน (บางน้ำผึ้ง)
  • เภตรา (พระประแดง)
  • วิบูลย์ศรี (ปากน้ำ)
  • พระสมุทรเจดีย์

[แก้] สะพาน

แม่น้ำเจ้าพระยาใกล้สะพานพระราม 8 กรุงเทพมหานคร
แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศ จึงมีสะพานข้ามแม่น้ำจำนวนมาก และส่วนใหญ่ในจำนวนนี้เป็นสะพานที่มีชื่อเรียก เช่น (เรียงจากต้นน้ำ)

ประวัติแม่น้ำโขง


แม่น้ำโขง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แม่น้ำโขง
แอ่งสมุทรมหาสมุทรแปซิฟิก
ระบบแม่น้ำระบบแม่น้ำโขง
ลุ่มน้ำประธานลุ่มแม่น้ำโขง
ชื่อแหล่งน้ำแม่น้ำโขง
ประเภทแม่น้ำ
ไหลผ่านธงชาติของทิเบต ทิเบต
ธงของสาธารณรัฐประชาชนจีน จีน
ธงของสหภาพเมียนมาร์ พม่า
ธงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลาว
ธงชาติของไทย ไทย
ธงของประเทศกัมพูชา กัมพูชา
ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนาม
ความยาว4,880 กม.
พื้นที่ลุ่มน้ำ759,000 ตร.กม. [1]
ปริมาณน้ำ
 - เฉลี่ย2,506.6 ล้าน ลบ.ม.
 - เฉลี่ยต่อพื้นที่73.99 ลิตร/วินาที/ตร.กม. [2]
แม่น้ำโขง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านมณฑลชิงไห่ ประเทศจีน และบริเวณที่ราบสูงธิเบต ไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ ผ่านประเทศจีน ประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศไทย ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนาม มีความยาวทั้งหมด 4,880 กิโลเมตร เป็นความยาวในประเทศจีน 2,130 กิโลเมตร ช่วงที่แม่น้ำไหลผ่านประเทศจีนมีชื่อเรียกว่า แม่น้ำหลานชางเจียง หรือ แม่น้ำล้านช้าง และเมื่อไหลผ่านเข้าเขตประเทศพม่า และประเทศลาว เรียกว่า แม่น้ำของ ในภาษาไทยเรียกว่า แม่น้ำโขง ยังเป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวด้วย
ลักษณะสำคัญของแม่น้ำโขงคือ มีตลิ่งที่สูงชันมากทั้งสองฝั่ง ไหลเลี้ยวเลาะไปตามไหล่เขา กระแสน้ำจะไหลจากทางเหนือลงสู่ทางใต้ตลอดทั้งปี ระดับน้ำในฤดูฝนกับฤดูแล้งจะมีความแตกต่างกันอย่างมาก ความเร็วของกระแสน้ำขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาล ดินในแม่น้ำโขงเป็นดินทราย มีเกาะแก่งน้อยใหญ่กว่าหนึ่งร้อยแห่งเรียงรายตลอดแม่น้ำ ทำให้ได้รับการขนานนามว่า แม่น้ำดานูบตะวันออก
สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญและพบได้เฉพาะในแม่น้ำโขงได้แก่ ปลาบึก (Pangasianodon gigas)

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้] แม่น้ำโขงกับความเชื่อพื้นบ้าน

คนไทยและคนลาวมีความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค หรืองูขนาดใหญ่ที่มีฤทธิ์มาก ว่าอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง ตำนานพญานาคที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงก็เช่น ตำนานวังนาคินทร์คำชะโนด
นอกจากนี้ ทุกวันออกพรรษาจะมีประชาชนจำนวนมากไปเยือนริมฝั่งแม่น้ำของในประเทศไทย แถบอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เพื่อดูปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดเป็นอย่างมาก จังหวัดที่มีปรากฏการณ์บั่งไฟพญานาคที่มีประชาชนนิยมไปเฝ้าดูมากที่สุด คือ จังหวัดหนองคาย ซึ่งในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีกลุ่มนักวิจัยจากหลายสถาบันได้ออกมาชี้ชัด หรือหาหลักฐานอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว ว่าเกิดจากกลุ่มก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในแม่น้ำโขง อาทิเช่น ก๊าซมีเทน เป็นต้น แต่ก็ยังมิได้มีหลักฐานชี้ชัดเป็นที่แน่นอน ว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดจากการกระทำของพญานาค หรือ เกิดจากการกระทำของธรรมชาติกันแน่
แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญสำหรับการชมภูมิทัศน์ของลำน้ำโขงที่มีชื่อเสียงได้แก่ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ตอนบนของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นรอยต่อระหว่างพรมแดน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และพม่า

[แก้] ลำน้ำสาขา

ลำน้ำสาขาซึ่งไหลลงแม่น้ำโขงทั้งทางตรงและทางอ้อม แบ่งตามระบบลุ่มน้ำประธาน ประกอบด้วย

[แก้] ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำโขง

[แก้] ลุ่มน้ำกก

[แก้] ลุ่มน้ำชี

[แก้] ลุ่มน้ำมูล

[แก้] ลุ่มน้ำโตนเลสาบ


ทิวทัศน์แม่น้ำโขงก่อนพระอาทิตย์ตก

[แก้] ความสัมพันธ์ทางสื่อสารมวลชนกับชีวิตชาวแม่น้ำโขง

[แก้] Mekong Community TV (MCTV)

เป็นการเสนอข่าวสารและข้อมูลต่างๆของกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ออกอากาศในข่าวภาคค่ำทาง สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และ สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2551 โดยได้ร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์แต่ละประเทศบนลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ ตัวแทนประเทศละ 1 สถานี มีดังต่อไปนี้ (ไม่มีตัวแทนจากประเทศเมียนมาร์)

[แก้] รายการแม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต


สัญลักษณ์รายการ แม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต
รายการแม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต ถือว่าเป็นรายการประเภทสารคดีที่เล่าถึงชีวิตของคนบนผืนแผ่นดินลุ่มน้ำโขง ทั้ง ประเทศ ซึ่งร่วมมือสร้างสารคดี เป็นเวลายาวนานถึง ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2551 จำนวนการออกอากาศมีทั้งสิ้น 20 ตอน โดยในประเทศไทย ออกอากาศในปี พ.ศ. 2551 รายการนี้ ถือว่าเป็นความร่วมมือกันระหว่าง สถานีโทรทัศน์แต่ละประเทศบนลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ ตัวแทนประเทศละ 1 สถานี มีดังต่อไปนี้

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประวัติแฮมเบอร์เกอร์

ประวัติแฮมเบอร์เกอร์


ผมเชื่อว่าทุกคน คงรู้จัก แฮมเบอร์เกอร์
แต่ถ้าถามต่อไปว่า แฮมเบอร์เกอร์ คืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร
ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงไม่ทราย
วันนี้ผมจึงเลือกที่จะนำเสนอประวัติแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อจะได้เป็นความรู้แก่ผู้ทานและคนทั่วไป
ยังไม่มีการบันทึกที่ชัดเจนว่าประเทศหรือชนชาติใดเป็นต้นตำรับของแฮมเบอร์เกอร์ แต่คำที่ใช้เรียกขนมปัง 2 ชิ้นที่มีเนื้ออยู่ตรงกลางว่าแฮมเบอร์เกอร์นั้น เริ่มต้นขึ้นที่เมืองฮัมบูร์ก(Hamburg) ประเทศเยอรมนี ขณะที่เมนูกินด่วนแบบนี้ยังไปฮิตติดอันดับที่สหรัฐ แทน ส่วนคนในฮัมบูรก์เองนั้น กลับนิยมทานแซนด์วิชมากกว่า
      
       อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ที่แนะนำให้ชาวฮัมบูร์กรู้จักกับการปรุงอาหารชนิดนี้ โดยมีผู้กล่าวถึงที่มาเอาไว้ 2 ทฤษฎีด้วยกัน โดยทฤษฎีแรกมีการกล่าวเอาไว้ว่า ในช่วงยุคกลาง เมืองฮัมบูร์กเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญระหว่างโลกอาหรับและยุโรป ทำให้พ่อค้าอาหรับเข้ามาติดต่อกับชาวบ้าน และได้แนะนำอาหารที่ชื่อกะบาบ ซึ่งเป็นเนื้อลูกแกะบดผสมเครื่องเทศ ที่มักจะกินกันดิบๆ ให้กับชาวบ้าน
      
       หลังจากนั้นชาวเมืองฮัมบูร์กได้ดัดแปลงเปลี่ยนจากเนื้อลูกแกะไปเป็นเนื้อหมูหรือว่าเนื้อวัวแทน พร้อมกับปรุงรสขึ้นใหม่ จนกลายเป็น “ฮัมบูร์กสเต็ก” และสุดท้ายก็พัฒนากลายมาเป็น “แฮมเบอร์เกอร์” ในเวลาต่อมา
      
       ส่วนอีกทฤษฎีนั้นกล่าวไว้ว่า ในช่วงที่กองทัพมองโกลของเจงกีสข่านยกทัพบุกรัสเซียนั้น เหล่าทหารจะกินเนื้อลูกแกะดิบที่ปั้นเป็นก้อนกลม ซึ่งเหล่าทหารมีวิธีการทำให้เนื้อนิ่มด้วยการวางไว้ใต้อานม้า
      
       จากนั้นชาวรัสเซียก็รับเอาอาหารชนิดนี้ไป และเรียกว่า “ทาร์ทาร์สเต็ก” เนื่องจากชาวรัสเซียเรียกชาวมองโกลว่า “ทาร์ทาร์” และในช่วงศตวรรษที่ 17 รัสเซียเริ่มที่จะค้าขายติดต่อกับเมืองฮัมบูร์กและก็ได้นำอาหารชนิดนี้ไปเผยแพร่ด้วย โดยชาวเยอรมันได้เปลี่ยนไปใช้เนื้อวัวไปปรุงรสด้วยเครื่องเทศในท้องถิ่นจนกลายเป็น “ฮัมบูร์กสเต็ก” และอาจจะนำไปรมควันหรือว่าหมักเกลือ เพื่อที่จะสามารถเก็บได้นานระหว่างที่กำลังเดินทาง
      
       จากนั้น ทหารเรือชาวเยอรมันและผู้อพยพก็ได้นำเมนูนี้ติดตัวไปยังสหรัฐฯด้วยในช่วง 1800s และในช่วงทศวรรษที่ 1820 หรือ 1830 นี่เองที่มีการนำชื่อ “แฮมเบอร์เกอร์สเต็ก” ไปปรากฏอยู่บนรายการอาหารของร้านอาหารที่ชื่อเดลโมนิโก ซึ่งตั้งอยู่ในนครนิวยอร์ก ก่อนจะได้รับความนิยมแพร่หลาย ไปอย่างรวดเร็ว
      
       ช่วงต้นยุค 1900s ร้านอาหารในสหรัฐฯมากมายหลายร้านได้เริ่มนำแฮมเบอร์เกอร์สเต็กมาใส่ระหว่างขนมปัง 2 ชิ้น หรือว่าใส่ข้างในขนมปัง และเมื่อแฮมเบอร์เกอร์สเต็กถูกนำมาใส่ไว้ข้างในขนมปัง จึงถูกเรียกว่า “แฮมเบอร์เกอร์แซนด์วิช” และผู้ที่คิดค้นขนมปังก้อนสำหรับแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นมาก็คือพ่อครัวที่ชื่อ เจ วอลเตอร์ แอนเดอร์สัน ในปี 1916 ก่อนที่เขาค้นนี้จะไปเปิดร้านอาหารที่ชื่อ ไวท์คาสเซิลในปี 1921
      
       สำหรับชีสแฮมเบอร์เกอร์ หรือที่เรียกสั้นๆว่าชีสเบอร์เกอร์นั้น ว่ากันว่าผู้ที่เริ่มคิดค้นลงมือทำเป็นคนแรกก็คือเชฟที่ชื่อ ไลโอเนล สไตน์เบอร์เกอร์ จากร้านอาหารที่ชื่อ ไรท์สปอต ในเมืองพาซาดีนา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ส่วนผู้ที่ทำให้ชื่อเสียงของฟาสต์ฟูดส์อย่างแฮมเบอร์เกอร์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในยุคปัจจุบันก็คือ เรย์ ครอก ซึ่งเริ่มเปิดตัวร้านแมคโดนัลด์สาขาแรกช่วงกลางทศวรรษที่ 1950
แหล่งอ้างอิง :

ประวัติเกาะพิทักษ์

"บ้านไม้ชายเล   เกาะพิทักษ์  จ.ชุมพร"
      
เกาะพิทักษ์โฮมสเตย์
สัมผัสชีวิตชาวเกาะ สนุกสนานกับหลากหลายกิจกรรม เช่น ไดหมึก ดำน้ำ
ตกปลา ชมและชิมผลไม้ในสวนตามฤดูกาลบนเกาะ หรือจะนอนฟังเสียงคลื่นให้ชื่นใจ ฯลฯ
     
ความโดดเด่นของเกาะพิทักษ์ คือ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเกาะพิทักษ์ สภาพบ้านเรือนเป็นไม้ใต้ถุนสูงภายใต้พื้นบ้านนั้นคือน้ำทะเล  
             
                                                    เที่ยวเกาะพิทักษ์
     
              
โฮมสเตย์   ตามที่สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ได้บัญญัติคำว่า โฮมสเตย์
เป็นที่พักสัมผัสวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่คงความเป็นเอกลักษณ์  และความภาค
ภูมิใจในวิถีชีวิต และวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น โฮมสเตย์ มิได้มุ่งให้เป็นการหารายได้หลัก  แต่เป็นส่วนเสริม
ให้เกิดรายได้เพิ่มให้ครอบครัวและชุมชน นอกเหนือจากรายได้ที่เกิดจากอาชีพหลักของตน  และสามารถนำเสนอสินค้าประจำท้องถิ่นให้กับผู้มาเยือนอีกด้วย
            
         
เจ้าของบ้านกับผู้มาเยือน การบริการแบบนี้ นับเป็นการจัดการต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากต่างบ้านต่างเมือง
ที่จะมาพักค้างแรมกินอยู่ร่วมกันชั่วคราว   โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน   เจ้าของบ้านจะต้อนรับและ
บริการด้วยความเต็มใจ เสมือนญาติมาพักค้างแรมด้วย
ที่พัก   จะจัดในลักษณะเรียบง่าย  นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตัวตามสบายเหมือนเป็นหนึ่งในครอบครัว เจ้าของบ้านต้องดูแลที่พักและอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงความสะอาด   ส่วนนักท่องเที่ยวเองก็ควรจะต้องช่วยกันรักษาความสะอาด
ด้วยเช่นกัน  เพื่อสภาพแวดล้อมและมลภาวะที่ดี
การสร้างมิตรภาพที่ดีและการเรียนรู้ต่อกัน  นี่เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวจะได้รับผลประโยชน์จากการมา
พักผ่อนมากที่สุด  คือได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรม   ขนบธรรมเนียม   วิถีชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น  โดยการร่วมพบปะ พูด
คุยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นต่อกัน ขอคำแนะนำต่าง ๆ   ไม่ว่าจะเป็น  วิถีชาวบ้าน  วัฒนธรรมหรืออาหาร
ในท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจะต้องสอบถามถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถทำร่วมกันได้ เพื่อการเรียน
รู้ตามความพอใจของท่านเอง
อาหาร   เจ้าของบ้านจะเตรียมอาหาร ผู้มาเยือนสามารถร่วมกันปรุงอาหารได้หากต้องการ โดยอาจจะเริ่มตั้งแต่
การร่วมกันหาและจัดเตรียมวัตถุดิบ การปรุง จนเสร็จพร้อมทาน และทำความสะอาดเครื่องมือประกอบอาหาร เพื่อ
สร้างความคุ้นเคยกับเจ้าของบ้าน  และทำให้ได้เรียนรู้ถึงอาหารท้องถิ่นอีกด้วย
สิ่งที่ผู้มาเยือนจะได้รับ     วิถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ประเพณี และ วัฒนธรรมท้องถิ่น อาหารท้องถิ่น
ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ  และสนุกกับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ  ซึ่งทั้งหมดเป็นอยู่ภายใต้ความสะอาดปลอด ภัย และการดูแลจากเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี หวังเสมอว่าท่านจะกลับมาอยู่ร่วมดั่งญาติมิตรสหายเช่นวันนี้อีก
                           
                                            
                                                         
         จากถนนอ่าวท้องครกเข้ามาประมาณ 1 กม. จะถึงท่าเรือข้ามไปยังเกาะพิทักษ์  นักท่องเที่ยวจะพบเกาะพิทักษ์
ตั้งอยู่ข้างหน้าห่างจากท่าเรือเพียง 1 กม.เท่านั้น  ในช่วงเวลาน้ำลงนักท่องเที่ยวสามารถเดินไปถึงเกาะพิทักษ์ได้ โดย
ไม่จำเป็นต้องใช้เรือเลย ซึ่งใช้เวลาในการเดินไปเพียง 10-15 นาทีเท่านั้น นับเป็นเกาะที่ใกล้ฝั่งมากที่สุดของจ.ชุมพร
          นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยทางเรือได้ จากหลายจุด เช่น จากบริเวณฝั่งอ่าวท้องครก(ใกล้สุด)  มีจุดรับ
ฝากรถ(50 บ./คัน)  หรือจากบริเวณปากน้ำตะโก,ปากน้ำหลังสวน แล้วแต่ความสะดวกของท่าน